20000-700000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 26%-28%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 60 เดือน
ระยะเวลา
12000-600000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 15%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 60 เดือน
ระยะเวลา
20000-500000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 12%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 60 เดือน
ระยะเวลา
10000-400000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 18%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 36 เดือน
ระยะเวลา
15000-250000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 15%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 48 เดือน
ระยะเวลา
5000-300000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 18%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 60 เดือน
ระยะเวลา
10000-1000000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 15%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 60 เดือน
ระยะเวลา
20000-500000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 28%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 60 เดือน
ระยะเวลา
10000-1500000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 5.5%-28.00%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 48 เดือน
ระยะเวลา
15000-800000 บาท
จำนวนหรือวงเงิน
ถึง 5.67% - 28.26%
อัตราดอกเบี้ย
ถึง 72 เดือน
ระยะเวลา

เรื่องต้องรู้! 2020 บัตรเอทีเอ็มแบบแม่เหล็กเปลี่ยนเป็นแบบชิปการ์ดแทนแล้วนะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบัตร atm จัดเป็นสิ่งที่เราแทบทุกคนมีครอบครอง ที่ผ่านมีบัตรประเภทนี้จะมาในรูปแบบแถบแม่เหล็ก ซึ่งหลายคนเป็นกังวลว่าอาจจะถูกมิจฉาชีพล้วงข้อมูลบัตรนำเงินออกไปได้อย่างสบาย ๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงินจึงได้มีการประกาศเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มจากแถบแม่เหล็กมาเป็นแบบชิปการ์ดแทนเมื่อช่วงต้นปี 2020 (2563) แต่เรื่องนี้ก็เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยยังสงสัยอยากรู้ อยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของบัตรเอทีเอ็ม วันนี้เราจึงจะมาแจงทุกรายละเอียด

บัตรatmแถบแม่เหล็กเป็นแบบไหน?

เรื่องแรกที่เราจะมาแจกแจงให้ได้ทราบกันคือลักษณะของบัตร atm เพื่อให้เข้าใจได้ถูกต้อง โดยบัตร atm แถบแม่เหล็กจะมีลักษณะเป็นแถบสีดำยาวคาดอยู่ด้านหลัง ในขณะที่แบบใหม่ชิปการ์ดจะมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีทองติดอยู่ด้านหน้าบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งหากใครลองตรวจดูแล้วว่ามีเป็นแบบชิปการ์ดสี่เหลี่ยม ๆ ด้านหน้าบัตรนั่นแสดงว่าคุณได้เปลี่ยน atm แถบแม่เหล็กเรียบร้อยแล้ว

ทำไมต้องเปลี่ยนจากแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ดด้วย?

จริง ๆ แล้วเหตุผลที่เปลี่ยนบัตร atm ก็เพราะเรื่องความปลอดภัยของผู้ถือบัตรนั่นเอง ไม่ว่าจะเรื่องโจรกรรมข้อมูลบัตร (Skimming) ที่มีการเข้ารหัสและตัวของชิปการ์ดก็มีการถอดรหัสในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้วย ต่างจากบัตรแถบแม่เหล็กที่มีแค่ระบบอ่านและส่งข้อมูลบัตร มีการรองรับ EMV ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยที่ตัวชิปการ์ดก็ยังจะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้ทั้งหมดทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น เช่น นำไปใช้ร่วมกับบัตรนักศึกษา ร่วมกับบัตรขนส่งสาธารณะ และระบบของชิปการ์ดสามารถทำธุรกรรมอื่น ๆ ในอนาคตได้ ทั้ง การจ่ายเงินแบบ Contactless ที่แค่แตะบัตรกับเครื่องก็ได้แล้ว หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการจ่ายเงินผ่านเครื่องรูดบัตร (mPos) นั่นเอง กลายเป็นบัตรเอทีเอ็มที่ทันสมัยขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น แถมถูกมิจฉาชีพโจรกรรมข้อมูลยากขึ้นด้วย

สำหรับการเปลี่ยนบัตรatmแบบแม่เหล็กมาเป็นแบบชิปการ์ดนั้นถูกประกาศมาตรการตั้งแต่ปี 2559 และดำเนินการร่วม 3 ปี จนเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.2563 ซึ่งผู้ถือบัตรเอทีเอ็มทุก ๆ คนสามารถนำบัตรatm ที่มีไปเปลี่ยนใหม่จากธนาคารนั้น ๆ ทุกสาขาทั่วประเทศได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

จะเห็นได้ว่ามาตรการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มจากแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ดทำให้เกิดผลดีต่อผู้ถือบัตอย่างมาก ไม่ต้องมากังวลเรื่องความไม่ปลอดภัย แถมใช้งานด้านธุรกรรมต่าง ๆ ง่ายขึ้น นี่ก็ผ่านมาครึ่งปี 2020 แล้ว ไหนลองหยิบบัตรatm แต่ละคนขึ้นมาตรวจสอบดูอีกครั้งหน่อยซิ ว่ามีเจ้าชิปการ์ดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อยู่หน้าบัตรแล้วหรือยัง?